บุหรี่ VS ผลิตภัณฑ์ไร้ควัน : ความแตกต่างของผลลัพธ์ต่อสุขภาพ


เมื่อผลิตภัณฑ์ไร้ควันยังคงเป็นเรื่องไม่ถูกกฎหมายในบางประเทศ ดังนั้นการให้ข้อมูลในเชิงข้อเท็จจริงจึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างตรงกันในประชาชนทั่วไปหรือผู้สูบบุหรี่ ว่าแท้จริงบุหรี่และผลิตภัณฑ์ไร้ควันส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

หลายคนยังเข้าใจผิดว่าแท้จริงแล้วตัวร้ายในบุหรี่คือ “นิโคติน”

 

แท้จริงแล้วนิโคตินคืออะไร? 

“นิโคติน” ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคจากการสูบบุหรี่ เพราะความจริงนิโคตินเป็นสารที่ทำให้เกิดการ “เสพติด” โดยอันตรายและสาเหตุที่ทำให้ผู้สูบบุหรี่เสียชีวิตมาจากสารเคมีในควันบุหรี่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ เพราะควันในบุหรี่มีสารประกอบที่เป็นอันตรายกว่า 6,000 ชนิด และในจำนวนนี้มี 100 ชนิดที่เป็นตัวการทำให้เกิดโรคร้ายแรง อย่างโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งปอด หรือโรคถุงลมโป่งพอง

 

แล้วผลิตภัณฑ์ไร้ควันทำให้อันตรายน้อยลงได้อย่างไร?

หากสามารถตัดขั้นตอนการเผาไหม้ออกจากกระบวนการจุดบุหรี่ได้ ก็จะเป็นการลดทอนความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้สูบบุหรี่  โดยจะปล่อย “ไอละออง” (Aerosol) ออกมาแทน และเมื่อเทียบกับควันบุหรี่แล้ว พบว่าเป็นมีระดับของสารพิษน้อยกว่าถึง 90%-95% อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ทำให้คนรอบข้างลดความเสี่ยงจากควันมือสอง แนวคิดนี้คือแนวทางการลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ไร้ควันจะไม่มีอันตรายเลย เพียงแต่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่

เมื่อเดือนเมษายน 2019 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Food and Drug Administration : U.S. FDA) ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์แบบให้ความร้อนของ ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล (PMI) เป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เหมาะสมในการปกป้องสุขภาพของประชาชน จึงอนุญาตให้มีการจำหน่ายในอเมริกาได้ 

 

แล้วทำไมต้องมีผลิตภัณฑ์ไร้ควัน?

ต้องยอมรับว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 10 ล้านคน แม้จะมีแนวโน้มที่ลดลงจากการรณรงค์จากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาพลักษณ์ของการสูบบุหรี่สำหรับคนในยุคนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก แต่ผู้สูบบุหรี่หลายคนที่พยายามเลิกบุหรี่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเรื่องยากเหลือเกิน 

รายงานการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2560 กับการเคยพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่ของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ พบว่า ร้อยละ 43.0 ไม่เคย/ ไม่อยากเลิก ร้อยละ 36.7 เคยคิดแต่ไม่เคยพยายามเลิก มี เพียง 1 ใน 5 (ร้อยละ 20.3) ที่เคยพยามยามเลิกสูบ และในกลุ่มผู้ที่เคยพยายามเลิกสูบ ร้อยละ 64.0 เคยพยายามเลิกสูบ 1-2 ครั้ง ร้อยละ 19.4 เคยพยายามเลิกสูบ 3-4 ครั้ง ร้อยละ 16.6 เคยพยายามที่จะเลิกสูบ 5 ครั้งหรือมากกว่า

เราคำนึงถึงสุขภาพของกลุ่มผู้สูบที่ยังไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ เราจึงต้องหาทางลดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูบลง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไร้ควันขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก แต่ความตั้งใจอย่างสูงสุดของเราคืออยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนไทยที่ยังติดบุหรี่กว่า 10 ล้านคน เลิกบุหรี่ได้ในที่สุด

 

Source : https://bit.ly/3hhWkFj 


footer
© 2020.PHILIP MORRIS TRADING (THAILAND) CO.,LTD. PRIVACY POLICY